อาหารสัตว์เลี้ยงที่ขายถูกกฎหมายในไทยต้องขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ และเลขทะเบียนที่พิมพ์อยู่บนถุงไม่ใช่เลขสุ่ม — มีสองหลักที่บอกตรง ๆ ว่าของในถุงใช้เป็นอาหารมื้อหลักได้หรือไม่
คนส่วนใหญ่มองข้ามเลขนี้ แล้วไปตัดสินจากหน้าถุงหรือตัวเลขโปรตีนแทน ซึ่งเป็นจุดที่พลาดกันบ่อยที่สุด
เลข 10 หลัก อ่านทีละช่วง
ตัวอย่าง ท. 01 07 67 1234
- 2 หลักแรก — แหล่งผลิต 01 คือผลิตในประเทศ · 02 คือนำเข้า
- หลักที่ 3-4 — ประเภทอาหาร ช่วงที่สำคัญที่สุด อธิบายด้านล่าง
- หลักที่ 5-6 — ปีที่ขึ้นทะเบียน เป็น พ.ศ. สองหลัก เช่น 67 คือ 2567
- 4 หลักท้าย — ลำดับของผลิตภัณฑ์
รหัสประเภทอาหาร คือหลักที่ต้องดู
- 07 — อาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ใช้เป็นมื้อหลักได้ทุกวัน นี่คือรหัสที่อาหารประจำของน้องควรเป็น
- 08 — อาหารเสริม เติมเฉพาะบางอย่าง เช่นวิตามิน แร่ธาตุ จุลินทรีย์ ต้องให้คู่กับอาหาร 07 ไม่ใช่ให้แทนมื้อ
- 09 — ขนมและของขบเคี้ยว โภชนาการไม่ครบตามความต้องการต่อวัน ให้เป็นรางวัลหรือของว่าง
- 10 — อาหารประกอบการรักษาโรค ออกแบบมาคุมโรคเฉพาะ ใช้ตามที่สัตวแพทย์กำหนด
ที่คนพลาดบ่อย
ขนมโปรตีนสูงไม่ได้แปลว่าเป็นอาหารหลักได้ ถุงที่เป็นรหัส 09 อาจมีโปรตีนหรือไขมันสูงกว่าอาหารเม็ดทั่วไป แต่รหัสบอกอยู่แล้วว่าโภชนาการไม่ครบ ให้กินเป็นมื้อหลักไปนาน ๆ จะขาดสารอาหารบางตัวโดยที่น้องดูกินเยอะดี
ขนมรวมกันทั้งวันไม่ควรเกินราว 10% ของพลังงานที่ได้รับ ที่เหลือควรมาจากอาหารรหัส 07
อาหารเสริมไม่ใช่มื้ออาหาร รหัส 08 ที่ให้แทนมื้อคือทางที่ทำให้ขาดสารอาหาร
รหัส 10 ไม่ใช่ "เกรดพรีเมียม" มันคืออาหารที่ปรับสูตรเพื่อโรคใดโรคหนึ่ง ใช้กับน้องที่ไม่ได้เป็นโรคนั้นอาจเป็นโทษ
ตรวจว่าเลขนั้นมีจริงไหม
กรมปศุสัตว์มีระบบสืบค้นทะเบียนอาหารสัตว์ให้ค้นออนไลน์ได้เอง (ระบบรองรับทะเบียนตั้งแต่ราวปี 2563 ขึ้นมา) ถ้าค้นเลขบนถุงไม่เจอ หรือถุงนั้นไม่มีเลขทะเบียนเลย ให้ถือเป็นสัญญาณที่ควรระวัง
บนฉลากควรมีอะไรอีก
- ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า
- ส่วนประกอบ และการรับรองคุณภาพ (โปรตีนไม่น้อยกว่า · ไขมันไม่น้อยกว่า · กากไม่มากกว่า · ความชื้นไม่มากกว่า)
- น้ำหนักสุทธิ วันผลิต และวันหมดอายุ
- ชนิดสัตว์และช่วงวัยที่อาหารนั้นทำมาให้
ถ่ายรูปฉลากด้านหลังเก็บไว้สักใบ เวลาเปลี่ยนอาหารหรือพาไปหาหมอจะได้บอกได้ว่าเดิมกินอะไรอยู่ ไม่ต้องนึกจากความจำ
